 apple |
ผักผลไม้ การบริโภคผักผลไม้เเป็นประจำโดยควรบริโภคผักให้ได้ประมาณ 1ใน 4 หรือ 25% ของอาหารที่เรากินในแต่ละมื้อ เป็นผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่งส่วนประเภทผลไม้นั้นจัดเป็นหนึ่งในประเภทเบ็ดเตล็ด คึวรเลือกผลไม้สดและมีรสชาติไม่หวานจัดเกินไป เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล หรือมะละกอ กลุ่มนี้แบ่งเป็น 10% ของแต่ละมื้อ เนื่องจากผักและผลไม้ให้ทั้งวิตามิน แร่ธาติ เส้นใยอาหารและสารพกษเคมีที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ สารอาหารเหล่านี้ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนติออกซิแดนท์ (Antioxidants) ทำหน้าที่กวาดจับและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นตัวการทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้อกระจก และมะเร็งบางชนิด รวมทั้งความเสื่อมความชราของร่างกายได้
สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมีหลายตัว ทั้งที่เกิดขึ้นเองภายในร่างกายแฃะที่ร่างกายได้รับจากภายนอก ได้แก่
- เบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (ร่างกายสามารถสร้างวิตามินเอได้เองจากเบต้าแคโรทีนที่ได้จากอาหาร) พบมากในพืชที่มีสีเหลือง ส้ม เช่น แครอท มะม่วง มะละกอ มันเทศ และ พริกชี้ฟ้าและยังมีอยู่ในผักสีเขียวเข้ม เช่นคะน้า ผักโขม และบรอกโคลี
- วิตามินซี พบมากในผลไม้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ด มะนาว ส้ม ฝร่ง ผักที่เป็นแหล่งวิตามินซี ได้แก่ บรอกโคลี กะหล่ำปลี ถั่ว มันฝรั่ง มะเขือเทศ และผักใบเขียว
- วิตามินดี พบมากในเนย เนยแข็ง นมและแสงแดดอ่อน
- วิตามินอี มีมากในน้ำมันพืช โดยเฉพาะที่ได้จากดอกคำฝอย ปาล์ม โอเลอิก และเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง อัลมอนด์ ข้าวกล้อง รวมทั้งผักใบเขียวทั้งหลาย
- ธาติเหล็ก สังกะสี ทองแดง และ ซีลีเนียม คุณจะได้รับแร่ธาติเหล่านี้ครบทั้งสี่ชนิดในแต่ละวันจากการกินอาหารต่อไปนี้ ปลา ข้าวกล้อง ถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ บางชนิด และเมล็ดพืชต่าง ๆ
การกินผักผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ถือว่าเป็นสุดยอดนิสัยการกินที่เราควรฝึกไว้ เพราะเป็นอาหารที่สด อร่อย และเรายังได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพจากพืชผักผลไม้ด้วย